ทีมต้องคำสาป ลีดส์ ยูไนเต็ด 16 ปีที่รอคอย

ทีมต้องคำสาป ลีดส์ ยูไนเต็ด 16 ปีที่รอคอย

ครั้งสุดท้ายที่ลีดส์ยูไนเต็ดอยู่ในลีกสูงสุดอย่างพรีเมียร์ลีก คือ เมื่อ 16 ปีที่แล้ว หรือ ฤดูกาล 2003-2004 ที่อาร์เซน่อลได้แชมป์ไร้พ่ายนั้นเอง (จะว่าไปอาร์เซนอลก็ว่างจากแชมป์ลีกนานขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน)

เควิน แบล็คเวลล์, เดนนิส ไวส์, แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์, ไซมอน เกรย์สัน, นีล วอร์น็อค, ไบรอัน แม็คเดอร์ม็อตต์, เดฟ ฮอคาเดย์, ดาร์โก้ มิลานิค, นีล เรดเฟิร์น, อูเว่ รอสเลอร์, สตีฟ อีแวนส์, แกรี่ มังค์, โธมัส คริสเตียนเซ่น, พอล เฮคกิ้งบอทท่อม และ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า

ยอร์คเชียร์ คอสโซเที่ยม, เคน เบทส์, จีเอฟเอช แคปิตอล, มัสซิโม่ เซลลิโน่ และ อังเดร ราดริซซานี่

นี่คือรายชื่อผู้จัดการทีม 15 คน และ 5 เจ้าของสโมสรตลอด 16 ปีที่ “ยูงทอง” ลีดส์ ยูไนเต็ด ร่วงตกชั้นจาก พรีเมียร์ลีก

จากการต้องเดินทางไปเตะถึง 95 สนามไม่ซ้ำหน้า ร่วงไปอยู่ในอันดับที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร

ทีมที่ยิ่งใหญ่ในอดีตกลับต้องมาเล่นในลีกวันและแพ้ให้ทีมอย่าง ฮิสตัน, ซัตตัน และนิวพอร์ต เคาน์ตี้ ในฟุตบอลถ้วย

แพ้ยับเยินในลีกให้ สวินดอน ทาว์น 3-0 ทั้งเหย้า และ เยือน ,แพ้ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 6-0 จนผู้จัดการทีมเกือบถูกไล่ออกในระหว่างพักครึ่งมาแล้ว

ลีดส์ ยูไนเต็ด

แต่ตอนนี้ “ยูงทอง” คว้าแต้มเป็นสถิติและกลับคืนสู่ลีกสูงสุดในฤดูกาลหน้าอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ย้อนกลับไปที่สนามของ โบลตัน เมื่อปี 2004…

กล้องจับไปเด็กตัวกระเปี๊ยกคนหนึ่ง (บัดนี้เขาเติบใหญ่ในวัย 27 ปี) เด็กคนนั้นร้องไห้ออกมาแบบไม่อายใครในขณะที่แฟน ลีดส์ ต่างพร้อมใจกันร้องเพลง

“เรากำลังตกชั้นแต่เราจะกลับมา”

ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมเพราะ “ยูงทอง” มีกลิ่นอายของความเป็นทีมใหญ่และเพิ่งหมดจากยุคทองภายใต้การบริหารของ ปีเตอร์ ริดส์เดลล์ ที่เต็มไปด้วยพลพรรคนักเตะชื่อดังอย่าง มาร์ค วิดูก้า, อลัน สมิธ, แฮร์รี่ คีวล์, ลี โบว์เยอร์, เอริค บัคเค่, เอียน ฮาร์ท, พอล โรบินสัน, ริโอ เฟอร์ดินานด์, โจนาธาน วู้ดเกท

แต่ใครจะรู้ว่าการรอแล้วรอเล่ากินเวลานานเกือบ 2 ทศวรรษ!!

ลีดส์ ยุคทองเริ่มจาก เดวิด โอเลียรี่ อดีตแข้ง อาร์เซนอล รับงานต่อจาก จอร์จ เกรแฮม ในปี 1998

เกรแฮม วางรากฐานที่มั่นคงให้ “ยูงทอง” ตั้งแต่ปี 1996 จนพาทีมติด 1 ใน 5 ในซีซั่น 1997-98 แต่สุดท้ายตัดช่องน้อยแต่พอตัวหนีไปคุม สเปอร์ส ในช่วงต้นซีซั่น 1998-99

ตอนนั้นยอดทีมจากยอร์คเชียร์เคว้งไร้ทิศทางโดย มาร์ติน โอนีล ที่เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งกลับเลือกขออยู่คุม เลสเตอร์ ซิตี้ ต่อ

แต่สถานการณ์สร้างฮีโร่เสมอเมื่อหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ โอเลียรี่ ซึ่งเป็นมือขวาของ เกรแฮม ได้รับงานชั่วคราว

ถ้าถามว่าฝีมือของอดีตกองหลังร่างโย่งผู้นี้มีไหม คำตอบคือมี

แต่บารมียังไม่เกิดในวัย 39 ปี ณ ตอนนั้น

ความเก่งกาจของ โอเลียรี่ คือแกมั่นในใจตัวนักเตะดาวรุ่งมากเหลือเกิน เขาเลือกดัน วู้ดเกท แข้งเยาวชนที่ขณะนั้นอายุ 18 ปีขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ เช่นเดียวกับ สตีเฟ่น แม็คเฟล มิดฟิลด์ซ้ายธรรมชาติที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดที่ จอร์จ เกรแฮม ยกให้เป็น “เลียม เบรดี้คนใหม่”

อลัน สมิธ คือนักเตะเยาวชนลำดับต่อมาที่ โอเลียรี่ ให้โอกาสและประเดิมชุดใหญ่ในฐานะตัวสำรองในเกมชนะ ลิเวอร์พูล 1-0 ซึ่งตอนนั้น “สมัดเจอร์” อายุเพิ่ง 18 เท่านั้นเอง

เมื่อดาวรุ่งตบเท้ามาเยอะขนาดนี้การมี ลูคัส ราเดเบ้ เป็นตัวหลักของเหล่าแข้งประสบการณ์ไม่น่าพอทำให้บอสไฟแรงคว้า เดวิด แบ็ตตี้ มาจาก นิวคาสเซิ่ล ในเดือน ธันวาคม ด้วยค่าตัว 4.4 ล้านปอนด์

“ยูงทอง” ทำสถิติไร้พ่าย 11 นัด จบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 ซึ่งเป็นอันดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดที่ขณะนั้นชื่อยังเป็นดิวิชั่น 1 ในปี 1992

อย่างไรก็ตามในซัมเมอร์ 1999 ลีดส์ เสียกำลังหลักสำคัญอย่าง จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบ็งค์ ให้ แอตเลติโก มาดริด ที่ทุ่มเงินคว้าไป 12 ล้านปอนด์

แต่ด้วยความที่สายตาเฉียบแหลม โอเลียรี่ ทดแทนการจากไปด้วยการดึง ไมเคิ่ล บริดเจส และ ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้ มาล่าตาข่ายแทนและเป็น บริดเจส จาก ซันเดอร์แลนด์ ที่ประเดิมซีซั่นแรกด้วยการยิงไป 19 ประตู

ประกอบกับ แฮร์รี่ คีวล์ ที่อยู่กับสโมสรมาก่อนที่ โอเลียรี่ จะรับตำแหน่งแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะกุนซือคนนี้ทำให้ปีกทีมชาติ ออสเตรเลีย เค้นฟอร์มกระฉูดไปทั่วยุโรป

“ยูงทอง” ในซีซั่น 1999-2000 จบที่อันดับ 3 และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ ก่อนถูก กาลาตาซาราย แชมป์ในปีนั้นเขี่ยร่วงพ้นทาง

การได้ตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นถัดไปทำให้ “ยูงทอง” ยิ่งมือเติบเพื่อเป้าหมายจะไปให้ถึงฝันในรายการนี้

ซัมเมอร์นั้น โอเลียรี่ จึงทำการช้อปคว้า โอลิวิเยร์ ดากูร์ และ มาร์ค วิดูก้า ด้วยค่าตัวรวมกัน 13.7 ล้านปอนด์ จากนั้นในเดือนสิงหาคมตามมาด้วย โดมินิค มัตเตโอ จาก ลิเวอร์พูล 5 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตามไฮท์ไลท์ที่สร้างความฮือฮาคือ โอเลียรี่ ซื้อ ริโอ เฟอร์ดินานด์ มาจาก เวสต์แฮม ในเดือนพฤศจิกายน ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติสูงสุดในเกาะอังกฤษ 18 ล้านปอนด์

ด้วยเม็ดเงินที่ลงไปเยอะขนาดนี้ “ยูงทอง” เข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก แต่ในลีกจบอันดับ 4 จึงต้องกลับไปเล่นยูฟ่า คัพในปีต่อไป (ณ ช่วงเวลานั้นอันดับ 4 ยังไม่ได้โควต้าไปเล่นถ้วยใหญ่)

หายนะคลืบคลานเข้าหาสโมสรแบบไม่รู้ตัวเพราะ ลีดส์ ยังคงใช้เงินเสริมทัพต่อไปโดยตั้งใจจะกลับไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้อีกคำรบ

ปีเตอร์ ริดส์เดลล์ ประธานสโมสรให้อนาคตของ “ยูงทอง” ผูกไว้กับ แชมเปี้ยนส์ลีก มาเกินไป เงิน 60 ล้านปอนด์ที่กู้ยืมมาจึงถึงคราวช็อตเมื่อ 2 ปีติดต่อกันที่พวกเขาได้แค่ที่ 4 และที่ 5

ลีดส์ ไม่มีทางเลือกต้องขายนักเตะออกไปทีละคนสองคน

เฟอร์ดินานด์, ร็อบบี้ คีน และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ โบกมือลาถิ่น เอลแลนด์โร้ด ในปี 2002 ด้วยค่าตัวรวมกัน 43 ล้านปอนด์

สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ขายได้ราคาคือ โจนาธาน วู้ดเกท ให้ นิวคาสเซิ่ล 9 ล้านปอนด์ในปี 2003 และเป็นปีสุดท้ายของ โอเลียรี่ ที่ถูกไล่ออกและ ลีดส์ จบอันดับ 15 ในลีก

ปีต่อมา 2003-04 “ยูงทอง” ตกชั้นในตำแหน่ง “รองบ๊วย” โดย ลี โบว์เยอร์, แฮร์รี่ คีวล์, ไนเจล มาร์ติน และ โอลิวิเยร์ ดากูร์ ถูกปักป้ายขายในราคาย่อมเยาว

อลัน สมิธ ที่ครั้งหนึ่งเคยประกาศว่าจะไม่มีวันย้ายไปเล่นให้คู่ปรับอย่าง แมนฯยูไนเต็ด ก็กลืนน้ำลายซบถิ่น โอลด์แทรฟฟอร​์ด ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์

พร้อมกับการโบกมือลาของนักเตะอีกหลายๆคนเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็น พอล โรบินสัน, เอียน ฮาร์ท, โดมินิค มัตเตโอ, แดนนี่ มิลส์, สตีเฟ่น แม็คเฟล รวมถึง มาร์ค วิดูก้า

เดวิด แบ็ตตี้ แขวนสตั๊ด ส่วน บริดเจส ที่เคยยิงกระจายในปีแรกแต่ดันเจ็บหนักเข้าออกโรงหมอเป็นว่าเล่นก็ถูกปล่อยตัวส่วน เจมส์ มิลเนอร์ นักเตะจากอคาเดมี่คนล่าสุดสุดก็ถูกขายให้ นิวคาสเซิ่ล 5 ล้านปอนด์

สตีฟ แบล็คเวลล์ ผู้จัดการทีมเจอกับภาระกิจที่ค่อนข้างสาหัสเพราะเขาต้องทำทีมในสภาพที่มีแต่นักเตะที่มาจากการเซ็นแบบไร้ค่าตัวและในปีเดียวกันนั้นเองที่ ลีดส์ ต้องขายทั้งสนามแข่งและสนามซ้อมเพื่อพยุงการเงินของสโมสร

สถานการณ์ไม่ดีขึ้นเมื่อบอร์ดบริหารตัดสินใจขายสโมสรให้ เคน เบตส์ อดีตประธาน เชลซี เป็นเจ้าของ 50% ด้วยเงินแค่ 10 ล้านปอนด์

แม้ แบล็คเวลล์ จะทำผลงานได้ดีเกินคาดพา “ยูงทอง” เล่นเพลย์ออฟเพื่อลุ้นกลับ พรีเมียร์ลีก แต่ใจสลายแพ้ วัตฟอร์ดในรอบชิงชนะเลิศ

และเป็นจุดซ้ำเติมสโมสรเมื่อผลงานในปีต่อมาคิอ 2006 สาละวันเตี้ยลง แบล็คเวลล์ จึงถูกไล่ออกจน เดนนิส ไวส์ ที่เข้ารับงานระหว่างซีซั่นไม่สามารถสร้างปาฏิหารย์ใดๆพาทีมหนีจากโซอันตรายไม่ได้ซักทีและในระหว่างที่กำลังดิ้นรนอยู่นั้นฟ้าก็ผ่ามากลางสนามในวันที่ 4 พฤษภาคม 2007

พวกเขาไม่สามารถหาเงินมาเคลียร์หนี้ก้อนสุดท้าย 35 ล้านปอนด์ (จากหนี้เดิม 100 ล้านปอนด์ถูกชำระมาเรื่อยมาตลอด 4 ปี)

เมื่อ ลีดส์ ล้มละลายถูกควบคุมกิจการซึ่งตามกฏจะถูกตัดทันที 10 แต้มซึ่งสโมสรไม่มีทางเลือกยังไงก็ตกไปเล่นในลีกวันก็ตัดแต้มตอนนี้ไปเลยดีกว่า

อดีตแชมป์ดิวิชั่น 1 (เดิม)ทีมสุดท้ายตกไปเล่น ลีกวัน!!

ปัญหายังไม่หมดไปเพราะตามกฏหากสโมสรยังอยู่ในสถานะถูก “ล้มละลาย” ก่อนเปิดซีซั่นพวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมวงไพบูลย์ลงแข่งขันในลีก

ลีดส์ ได้เจ้าของใหมเป็น ลีดส์ ยูไนเต็ด ฟุตบอลคลับ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่โดยมี เคน เบสต์ เป็น 1 ใน 3 ผู้อำนวยการสโมสร

การเทคหนนี้ยุ่งเหยิงและต่อสู้กันทางกระบวนการกฏหมายเนื่องจากเจ้าหนี้เชื่อว่าการขายให้รายอื่นๆที่ยื่นเข้ามาถึง 4 ข้อเสนอจะได้เงินมากกว่าแต่สุดท้าย เบตส์ ได้ไปครอบครองผ่านบริษัทใหม่เหนือรายอื่นๆด้วยผลโหวตของเจ้าหนี้ 75.02%

อย่างไรก็ตามด้วยการที่ยังสลัดไม่หลุดจากกฏหมายกระบวนการล้มละลาย หรือ CVA (Creditors’ Voluntary Agreement) ทำให้ลีกจำเป็นต้องตัดสินในกฏเฉพาะกาลจนเป็นที่มาของการตัด 15 แต้ม

ลีดส์ ต้องเปิดฤดูกาลในลีกวันด้วยการติดลบ 15 แต่ด้วยผลงานของ เดนนิส ไวส์ และ กุสตาโวต์ โปเยต์ มือขวาพาทีมติดอันดับเพลย์ออฟ

ทุกๆครั้งที่ทีมกำลังจะเดินไปข้างหน้าก็เหมือนถูกคำสาปเพราะ ไวส์ ลาออกไปนั่งแท่นบริหาร นิวคาสเซิ่ล ส่วน โปเยต์ ไปรับงานที่ สเปอร์ส

แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ อดีตนักเตะ “ยูงทอง” ได้รับการแต่งตั้งในเดือนมกราคมปี 2008 และผลงานดีถึงขนาดเข้ารอบชิงเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นสู่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ

แต่เป็นอีกครั้งที่อกหักแพ้ ดอนคาสเตอร์ 1-0 จนกระทั่งเดือธันวาคมปีเดียวกันนั้นเองที่ “บิ๊กแม็ค” ถูกไล่ออกจากผลงานแพ้ 5 นัดรวด

ความอับโชคของอดีตทีมที่ยิ่งใหญ่ยังไม่หมดเมื่อ ไซมอน เกรย์สัน เข้ารับตำแหน่งเผือกร้อนและจบอันดับ 4 ได้เตะเพลย์ออฟแต่ก็พ่าย มิลวอลล์ อดเข้าชิง

อย่างไรก็ตามฤดูกาล 2009-10 เป็นปีปลดแอกของเหล่า “นกยูง” ด้วยการคว้ารองแชมป์ลีกวัน แถมยังคว่ำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึก เอฟเอ คัพ รอบ 3 จนกระฉ่อนไปทั่วเกาะอังกฤษ

สโมสรมาเปลี่ยนเจ้าของใหม่เมื่อ GFH Capital ครอบครองหุ้น 100% เมื่อเดือนธันวาคม 2012

ตลอด 9 ปีในลีก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ลีดส์ อันดับ 7 คือตำแหน่งสูงสุดที่พวกเขาทำได้

มาสซิโม เซลลิโน่ อดีตเจ้าของ กายารี่ ในเซรีย์ อา เข้ามาเป็นเจ้าของ ลีดส์ ด้วยหุ้นจำนวน 75% เมื่อเดือนเมษายนปี 2014

แต่ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันปัญหาเกิดขึ้นมาในภายหลังเนื่องจากฟุตบอลลีกไม่อนุมัติการครอบครองเนื่องด้วยคุณสมบัติไม่ผ่านตามหลักฐานการหลีกเลี่ยงภาษีจากศาลของ อิตาลี

เซลลิโน่ ถูกฟุตบอลลีกอังกฤษตัดสินห้ามบริหาร ลีดส์ จนถึงเดือนเมษายน 2015

แฟนบอล ลีดส์ ต่างไม่พอใจกับการที่สโมสรต้องทำท่าจะดิ่งลงเหวอีกครั้งหลัง เซลลิโน่ แต่งตั้ง เดฟ ฮอคคาเดย์ เป็นผู้จัดการทีมทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์และอยู่ได้แค่ 70 วันก่อนถูกปลด

ความไร้ความเป็นมืออาชีพยังไม่หยุดเมื่อ ดาร์โก้ มิลานิค เข้ารับตำแหน่งแทนแต่อีกเดือนเดียว ลีดส์ มีกุนซือคนใหม่เป็น นีล เร้ดเฟิร์น

เซลลิโน่ เคยต้องหนีแฟน “ยูงทอง” ด้วยการนั่งแท็กซี่กลับบ้านหลังเข้ามาชมเกมในสนามจนท้ายที่สุดตกลงที่จะขายหุ้นทิ้ง

ในขณะที่ให้บอร์ดจัดการเป็นธุระออกหน้าในที่สุดปี 2017 อังเดร ราดริซซานี่ นักธุรกิจชาว อิตาเลี่ยน เข้ามาซื้อหุ้นจาก เซลลิโน่ 50% และในอีกไม่กี่เดือนหนุ่มวัย 43 ปี (ณ เวลานั้น) กว้านซื้ออีก 50% ครอบครองโดยสมบูรณ์

ภายใต้การบริหารของ ราดริซซานี่ “ยูงทอง” ซื้อ เอลแลนด์โร้ด กลับมาเป็นเจ้าของตามเดิมหลังเช่ามาตลอดนับตั้งแต่ปี 2004

นอกจากนี้ยุคของนักธุรกิจชาวอิตาเลี่ยนเปลี่ยนโค้ชไป 3 คนซึ่งพวกเขามาประสบความสำเร็จกับคนที่ 3 คอ มาเซโล่ บิเอลซ่า และเป็นโค้ชที่ค่าจ้างแพงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร

แฟน “ยูงทอง” ผิดหวังซ้ำซากเพราะเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาจบอันดับ 3 ได้เตะเพลย์ออฟ นัดแรกชนะ ดาร์บี้ 1-0 แต่ท้ายที่สุดแพ้ 4-3 จากผลรวม 2 นัด อกหักไปอีกปี

วันที่ 17 กรกฏาตม 2020 หลัง 16 ปีที่ห่างหายจาก พรีเมียร์ลีก “ยูงทอง” กลับมาสู่ที่ๆควรเป็นของพวกเขาจากความพ่ายแพ้ของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ข่าวดีบทจะมาก็ถาโถมติดๆในวันเสาร์เมื่อ ลีดส์ เป็นแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยน ชิพ อย่างเป็นทางการภายหลัง เบรนท์ฟอร์ด แพ้ ทำให้ไม่มีใครกระชากพวกเขาลงจากตำแหน่งจ่าฝูง เป็นการใส่สูทผูกไทค์ขึ้นพรีเมียร์แบบเต็มยศ

ทีมใหญ่ถูกเพิ่มเข้ามาใน list พรีเมียร์ลีกอีกทีม, passion แฟนบอลที่ดุดันเข้ามาวีคูณให้ระอุเข้าไปอีก, ได้เห็นบทัมภาษณ์ผู้จัดการทีมที่แคแรคเตอร์ไม่เหมือนใครบ่อยกว่าเดิม

เราในฐานะแฟนบอลก็จะรับอานิสงส์ได้เป็นสักขีพยานมันส์ไปกับดาร์บี้แมทช์ War of Roses หรือ สงครามดอกกุหลาบ ระหว่าง แมนฯยูไนเต็ด กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ไปด้วยเช่นกันในฤดูกาลหน้า

แต่ลีดส์จะยืนระยะในลีกสูงสุดอีกครั้งได้นานแค่ไหน จะกลับคืนฟอร์มได้แบบยุครุ่งเรืองที่เคยไปเล่นในถ้วย UCL ได้หรือไม่ ต้องคอยติดตามดูกันในฤดูกาลหน้า

Source : Soccersuck

#วินนิ่งไหมสัส